เรื่อง : Meow
ภาพประกอบ : ปราบดา หยุ่น

กรรม

ฉบับนี้ขออาจเอื้อมเขียนเรื่องที่ค่อนข้างยาก นั่นคือ เรื่องของกรรม เพราะระยะนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่หนังสือว่าด้วยเรื่องของกรรม ทั้งที่แจกฟรีและเสียสตางค์ซื้อ มีให้เลือกอ่านมากมายสุดแต่ใครจะสนใจแง่มุมไหน แบบหลายเล่มต่อๆ กันก็มี มีให้เลือกอ่านประสบการณ์ของท่านต่างๆ ทั้งจากผู้ทรงศีล คนธรรมดา ทั้งไทยและเทศ ต่างเขียนเรื่องราวของประสบการณ์ว่าด้วยกรรมให้อ่านกันเต็มที่

มีทั้งเล่าเรื่อง คำสั่งสอน ตัวอย่างแบบต่างๆ และทางแก้ มีให้เลือกอ่านกันจนเจอเล่มที่ถูกจริตเข้าจนได้ มีมากขนาดที่คิดว่า ถ้าใครหาเล่มที่โดนใจตัวเองไม่ได้ คงจะต้องเป็นคนที่ซวยที่สุดในโลกแน่ๆ

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับหมู่มวลมนุษย์อย่างนั้นหรือ ถึงได้ต้องมีการตักเตือนและช่วยอธิบายกันมากมายขนาดนี้ เกิดวิกฤตในการทำความเข้าใจเรื่องของกรรมหรืออย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็ ศรัทธาในศาสนาก็น่าเป็นห่วงเสียแล้วสินะ

ตัวเองไม่ได้มีความเข้าใจ 'กรรม' ในแง่มุมของศาสนามากไปกว่าใครๆ เพียงแต่อาจจะเป็นคนประเภทที่ถูกฝึกให้อึด คือมีความอดทนรับฟังสาระเรื่องราวต่างๆ มาตั้งแต่เด็ก พาให้เป็นคนที่เปิดใจรับฟัง ศึกษาและทำความเข้าใจกับเรื่องต่างๆ ในโลก รวมทั้งความหลายหลากประเด็นตามแนวทางของศาสนาที่ตัวเองนับถือ ซึ่งบอกได้เลยว่า พุทธศาสนาได้ให้แนวที่ประเสริฐที่สุดแก่ผู้ที่สนใจทุกหมู่เหล่าเป็นพื้นอยู่แล้ว

ตอนเด็กๆ ก็เหมือนเด็กทั่วไป การไปไหว้พระ ฟังธรรมเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายมาก เพราะฟังให้ตายก็ไม่มีทางเข้าใจ ตอนนี้ก็ยังเข้าใจภาษาแบบพระเทศน์น้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน ที่มีอยู่มากมายจนมีการเปิดหลักสูตรให้เรียน ก็ต้องแน่อยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้ตั้งใจศึกษาด้านนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสเข้าใจพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องของกรรม

พุทธศาสนาไม่ได้ระบุว่า การเป็นพุทธศาสนิกชนหรือแม้แต่ในการเกิดเป็นคนหนึ่งคนที่จะนับถือหรือไม่นับถือศาสนา ก็ไม่ได้จะต้องทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เรื่องของกรรมเป็นประเด็นที่เราเลี่ยงที่จะไม่ทำความเข้าใจไม่ได้ เพราะกรรมเป็นสิ่งที่เราต้องเจอ เราเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องของกรรม แม้เพียงเศษเสี้ยวอันน้อยนิด เราย่อมไม่มีทางเข้าใจมูลเหตุของอารมณ์ความรู้สึกที่เราเรียกว่าความทุกข์ ที่สำคัญ เราจะไม่มีทางเข้าใจชีวิตของเราเอง ซึ่งตรงนี้ล่ะทุกข์ที่สุดตัวจริง

ผู้ใหญ่และหนังสือที่สอนแนวทางชีวิตโดยทั่วไป มักพูดถึงกฎแห่งกรรม บอกว่าอย่างไรเสียเมื่อเกิดเป็นคนก็หนีไม่พ้น ได้ฟังได้ยินครั้งแรกก็ขนหัวลุก เพราะให้อารมณ์น่ากลัวไม่เบา อะไรหนอคือ กฎแห่งกรรม เราสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้เหมือนกฎหมายบ้านเมืองหรือเปล่านี่ กฎหมายทั่วไปที่ต้องทำตามก็มีไม่น้อย แล้วชีวิตนี้ยังจะต้องมีกฎแห่งกรรมอีกอย่างนั้นหรือ

ก็ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ ละนะ เพราะกฎแห่งกรรมนั้นมาก่อนที่เราจะรู้จักกฎบ้านกฎเมือง กฎบ้านก็มาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง กฎเมืองก็มาจากกฎหมายต่างๆ ของสังคม แต่กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่ติดมากับตัวเรา เป็นของของเราแต่เพียงผู้เดียว นี่เป็นสิ่งเดียวในโลกกระมังที่ไม่ประกาศสงวนลิขสิทธิ์ เป็นตัวที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งชีวิตแต่ละหน่วยก็มีกฎแห่งกรรมแตกต่างกัน เพราะเขาบอกว่ากรรมใครกรรมมัน แล้วตัวกรรมนี่มันเป็นอย่างไร ถึงจะต้องมีกฎมากำกับ

ใครที่นับถือสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อาจเข้าใจเรื่องนี้ เพราะท่านทำอุบายไว้ในท่านั่งที่กำมือทั้งขวาและซ้าย ซึ่งเป็นลักษณะของการทำกรรมของมนุษย์ ที่ทำได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว มือทั้งสองที่อยู่ระดับอก ก็เป็นอุบายอีกว่า จะดีจะชั่วก็อยู่ที่ใจ ใจรู้ทำดีก็ทำดีเป็นกรรมดี ใจมุ่งทำชั่วทั้งที่รู้ก็ดีไม่รู้ก็ดี ก็ทำชั่วเป็นกรรมชั่ว นี่ล่ะการอธิบายกฎแห่งกรรมอย่างง่ายๆ

อธิบายแค่นี้พอหรือเปล่า ตอบให้ก็ได้ว่าไม่พอ เพราะไม่โดนใจ โดยเฉพาะใครที่ยังมองไม่เห็นรูปแบบชีวิตของตัว ยิ่งมองไม่ออกเอาเลยว่า กรรมดีกับกรรมชั่วในกรณีของตัวเองนั้นอยู่ที่ไหน ฟังดูน่าจะเป็นเรื่องง่าย ถ้าง่ายก็คงไม่มีกรณีน่าเศร้ามากมายในสังคม

ขนาดพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จโตยังต้องวางเป็นอุบาย ก็หมายความว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตัว ของใครของมัน ใครมีโอกาสก็รับรู้ได้ เข้าใจได้ หาทางเลือกได้ ซึ่งก็มีการอธิบายต่อไปอีกว่า ขึ้นกับอานิสงส์ของคนๆ นั้น เจ้าตัวอานิสงส์เป็นอย่างไรอีกล่ะ พูดง่ายๆ ก็คือการหมั่นทำความดี ซึ่งเท่ากับสะสมกรรมดีเข้าไว้ จนที่สุดกรรมดีที่สะสมส่งผลให้เกิดเป็นอานิสงส์ในเรื่องต่างๆ แต่ถ้าใครไม่มีโอกาสก็เป็นอันว่าต้องรอไปก่อน หนักตรงที่ระหว่างรอก็ไม่รู้ตัวว่า ตัวเองได้ทำดีทำชั่วอะไรเสริมเติมเข้าไปอีกหรือเปล่า เล่นกันเป็นดอกเบี้ยทบต้นทบดอก ไม่ต้องได้ผุดได้เกิดก็มี

น่าอัศจรรย์ที่เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในคำสอนของพระศาสดา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนทั่วไปจะเข้าใจ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องพื้นฐานของการดำเนินชีวิต เป็นส่วนที่แฝงอยู่ในอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่เป็นหัวใจของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งการจะเกิดความเข้าใจในเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มจากการทำตัวให้เป็นคนที่มีพรหมวิหารสี่ ซึ่งไม่ใช่การวิ่งไปขอจากท่านท้าวมหาพรหมที่เอราวัณ แต่เป็นการสร้างตัวเองให้เกิดนิสัย 4 อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา

ไม่เข้าใจว่าพรหมวิหารสี่คืออะไร ก็ให้หมั่นสวดมนต์แล้วหัดแผ่เมตตา ซึ่งถ้าแผ่ให้เต็มที่ก็ต้องให้ได้ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา อ่านทั้งบทบาลีและคำแปลไทย อ่านครั้งแรกไม่เข้าใจก็หมั่นอ่านไปเรื่อยๆ ปัญญาก็จะเกิดจากอานิสงส์การทำบุญในลักษณะต่างๆ ที่นำพาให้เราต้องแผ่เมตตา ตรงบทอุเบกขานั่นละที่จะเป็นการเปิดให้เกิดความเข้าใจได้ว่า กรรมนั้นไปมาอย่างไร กฎของกรรมที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็จะค่อยๆ กระจ่างขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็หาทางออกเจอเองว่า ทำอย่างไรเราจึงจะก้าวล่วงกรรมที่อยู่กับเราในตอนนี้

ช้าก่อน ย่อหน้าที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่า เราจะพากันหลุดพ้นกรรมกันทั้งหมดด้วยวิธีการนี้นะ ยังหรอก นี่เป็นเพียงบทเล็กๆ ที่ตัวเองเกิดความเข้าใจและอยากเล่าสู่กัน กรรมของเราทั้งหลายมีมากมายไม่ต้องไปนับหรอก แค่หมั่นทำความดีไปเรื่อยๆ ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อไม่นานนี้ไปกราบหลวงพ่อท่านหนึ่ง ท่านบอกว่ากรรมนั้นถ้าเป็นกรรมชั่วแต่เก่า เราก็ต้องชดใช้ สำคัญตรงที่ในเวลานี้คือ ในช่วงชีวิตนี้ของเราอย่าทำกรรมชั่วเพิ่มเข้าไปอีกเป็นใช้ได้ และหมั่นสร้างกรรมดีเข้าไว้เรื่อยๆ ทุกอย่างก็จะดีไปเอง

เรื่องของการไปตัดกรรมหรือปลดกรรมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าเป็นห่วง ตัวเองนั้นเชื่อเป็นที่สุดว่า กรรมซึ่งเป็นของของแต่ละคน ต้องรับผลของกรรมสารพัดด้วยตัวเอง เราไม่มีทางให้ใครมาจัดการลดกรรม ตัดกรรมหรือปลดหนี้กรรมของเราได้ ต่อให้คนๆ นั้นบอกว่าเป็นผู้มีบุญญธิการสูงส่ง มีบารมีบุญแบ่งปันให้เรา ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องได้รับการปลดหนี้กรรม คิดดูว่าเป็นหนี้เงินยังต้องใช้เงิน เป็นหนี้กรรมแล้วไม่ยอมใช้จะเป็นไปได้อย่างไร เราให้คนอื่นมาลดกรรมให้เรา ก็เหมือนเราไปยืมเงินคนอื่นมาใช้หนี้ ท้ายที่สุดเราก็ยังเป็นหนี้อยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ขอให้ข้อคิดง่ายๆ คือ ถ้ามองว่ากรรมชั่วเป็นเหมือนการที่เราไปทำกับข้าว ต้องหั่นเนื้อ หั่นผัก หยิบนั่นจับนี่ มือเราก็ต้องเปื้อนเป็นธรรมดา หนำซ้ำยังมีกลิ่นต่างๆ ติดพันเข้ามาอีก ถ้าเราจะจัดการกำจัดความเปื้อนและกลิ่นอันไม่พึงปรารถนา เราก็ต้องล้างด้วยตัวเอง ล้างสะอาดหรือไม่ จะเลือกใช้อะไรมาเป็นเครื่องล้าง ก็ต้องตัวเองนั่นล่ะถึงจะรู้และพอใจ เรื่องของกรรมก็คล้ายๆ กัน เวลาทำเราทำ เวลาแก้เราก็ต้องแก้ ไม่มีทางที่ใครจะช่วยเราได้ เพราะเวลาที่รับสุขจากกรรมนั้นๆ เราก็เป็นผู้รับ ไม่ใช่ใครที่ไหน

ในช่วงชีวิตนี้มีสิ่งหนึ่งที่เกิดกับตัวเอง และเฝ้าเพียรพยายามบอกกล่าวเล่าขานให้ใครต่อใครฟัง คือเรื่องของการก้าวล่วงวังวนของกรรม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่ดีเลิศ แต่อย่างน้อยสำหรับตัวเองเห็นว่า น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่นำพาให้เราก้าวล่วงวังวนของกรรมได้ นั่นคือ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ถ้าเรารู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งท้ายที่สุดทำให้เรารู้สึกถึงความล้มเหลว เป็นความรู้สึกผิด ซึ่งเรามักคิดกันจนชินว่า เอาอีกแล้ว นั่นละพอเริ่มเห็นว่า 'เอาอีกแล้ว'เมื่อไร คราวนี้ให้หาโอกาสหยุดให้กับตัวเอง นั่งลง นอนลง หรือจะอาบน้ำ ทำกับข้าว อะไรก็ได้ทั้งนั้น เพียงขอให้เป็นสิ่งที่เราให้โอกาสตัวเรา จิตเราให้ได้อยู่ในช่วงเวลาที่สบายๆ ผ่อนคลาย จากนั้นค่อยๆ พิจารณาย้อนไปว่า อะไรเป็นอะไร จนที่สุดเราจะพบว่าเราซ้ำรอยเดิมตรงไหน ทำความเข้าใจกับจุดนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นตั้งใจให้มั่นว่า ครั้งต่อไปเมื่อต้องก้าวเข้าสู่วังวนนี้ เราจะไม่ดำเนินรอยตามแบบที่เคยทำๆ มา เราจะหาวิถีและวิธีที่เราจะเบี่ยงตัวออกไปจากสิ่งที่เป็นความซ้ำซาก แล้วเราก็จะหลุดจากวังวนนั้นได้ ความยากของวิธีการนี้คือ เราต้องมีสติมั่นจับให้ได้ไล่ให้ทันว่าเราพลาดตรงไหน เริ่มเข้าทางเดิมที่ใด เมื่อหาเจอเราก็เปลี่ยนทางได้ด้วยตนเอง

ในที่สุดก็ไล่เรียงมาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเรื่องของกรรม สิ่งที่เรียกว่า'สติ'นั่นเอง เราพูดกันอย่างชินปากเรื่องสติปัญญา ซึ่งเขาให้เราสังวรว่า ก่อนจะเกิดเป็นปัญญาเราต้องมีสติก่อนนะ ตรงนี้ไงที่ทำไมจึงมีหนังสือเรื่องกรรมวางขายกันเยอะ เขียนเอง ตอบตัวเองก็ได้เหมือนกันนะ ก็เพราะก่อนที่จะมีปัญญาต้องมีสติ ก่อนมีสติต้องมีสมาธิ ก่อนเกิดสมาธิต้องมีศีล เราจึงมีข้อความที่อ่านเรียงกันว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

คนเราจึงต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ นั่นคือ ศาสนา เพื่อให้เกิดความสงบที่นำพาให้พบเห็นสิ่งที่เป็นปัญญา แต่กรรมอันเป็นตัวกำหนดก็เป็นเครื่องกำกับว่าใครจะไปทางไหน อย่างไร กรรมจึงเป็นสิ่งที่แม้แต่ชาวต่างประเทศที่ไม่ได้เกิดในแดนพุทธยังต้องยอมรับและอ้างถึง พวกเราจึงควรดีใจที่เกิดในแผ่นดินที่มีพุทธศาสนาเป็นหลัก และควรหมั่นศึกษาแนวทางของพระพุทธองค์ เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

ดังปัจฉิมโอวาทที่ทรงให้ไว้ก่อนปรินิพพาน
IMAGE MAGAZINE 217/7 SUKHUMVIT 63 BANGKOK THAILAND 10110
TEL. 023812501 FAX. 023922844 www.i-am-image.com ALL RIGHT RESERVED