On Assignment มีนาคม
เรื่อง / ภาพ : โอสธี อุฬารางกูร
ธรรมยาตรา ธรรมะสีเขียว
ไม่นานนี้
ภาพยนตร์และหนังสือ An Inconvenient Truth ได้สะกิดเตือนชาวโลกให้หันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เราจึงได้เห็นคนบอกลาถุงก๊อบแก๊บแล้วหันมาหิ้วถุงผ้า ถอดหลอดไฟดวงเก่าแล้วเปลี่ยนมาใช้หลอดตะเกียบประหยัดไฟฟ้า
บางคนก็ลงแรงถีบจักรยานแทนการเหยียบคันเร่งรถยนต์เพื่อเดินทางใกล้บ้าน
แม้จะสายไปสักนิดที่เราเพิ่งตระหนักว่าโลกถูกทำร้ายอย่างสาหัส แต่การเปลี่ยนแปลงในวันนี้ก็ยังดีกว่าปล่อยให้โลกหมดลมหายใจโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรกันเลย
อีกด้านหนึ่ง กระแสโลกร้อนได้สร้างปรากฏการณ์ชวนสับสน ธุรกิจตัวการผลาญทรัพยากรธรรมชาติกลับหยิบยกประเด็นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นมาโฆษณาอย่างไม่เขินอาย
หน่วยงานที่ไม่เคยสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก่อน ก็ลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมรณรงค์ช่วยโลกร้อนเป็นการใหญ่
ดูเหมือน'โลกร้อน' จะมีมนต์ขลังไม่แพ้องค์จตุคามรามเทพที่ฮิตไปก่อนหน้า
การสร้างกระแสไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คงน่าเสียดายถ้าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะต้องประสบชะตากรรมเดียวกับกระแสอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมชั่วครั้งคราว แล้วเลือนหายในเวลาไม่นาน
เคยมีพระรูปหนึ่งกล่าวไว้ว่า "อย่าเป็นนักกิจกรรม แต่ให้เป็นนักลงมือทำ" ท่านคือหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ผู้ให้กำเนิดโครงการ 'เดินธรรมยาตรา คืนชีวิตและธรรมชาติลุ่มน้ำลำปะทาว' โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไม่เดินตามกระแสใด แต่เดินไปด้วยกระแสธรรม
รู้จักธรรมยาตรา
การเดินเท้าเป็นกิริยาแสนธรรมดา
แม้แต่ผู้มีขาไม่สมบูรณ์ ก็สามารถเดินได้ แต่ถ้าเราต้องเดินเป็นระยะทางไกล
แค่มีขาคงยังไม่พอ จำเป็นต้องมีกำลังใจแรงกล้าจึงจะพากายและใจไปถึงปลายทางได้
ความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละก้าวนี้เอง ทำให้การเดินเป็นวิธีหนึ่งซึ่งใช้เพื่อแสดงพลังของคนธรรมดาที่ไม่มีอำนาจใดๆ
แต่มีหัวใจที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
ต้นแบบการเดินแสดงพลังที่เรารู้จักกันดี คือการเดินเท้าระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรของมหาตมะ คานธี การเดินครั้งนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย เพื่อต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของอังกฤษ ในยุคที่อินเดียยังเป็นดินแดนอาณานิคม การเดินของคานธีได้ปลุกชาวอินเดียให้ลุกขึ้นมาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษจนประสบความสำเร็จในที่สุด
วัฒนธรรมการเดินแสดงพลังได้ถ่ายทอดมาสู่ชาวพุทธครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 ในนามของ'ธรรมยาตรา' ที่ประเทศกัมพูชา ตอนนั้นกัมพูชาเพิ่งฟื้นตัวจากการต่อสู้ที่ยาวนานถึง 20 ปี แม้สงครามจะจบลง แต่ประชาชนยังคงแตกแยกและตกอยู่ในความหวาดกลัว สมเด็จพระมหาโกษนันทะ พระเถระชาวกัมพูชาจึงเริ่มต้นโครงการธรรมยาตรา เพื่อนำความหวังและความสมานฉันท์คืนสู่ประเทศ เส้นทางการเดินเริ่มจากค่ายผู้อพยพชายแดนไทยไปสิ้นสุดที่กรุงพนมเปญ แม้ธรรมยาตราครั้งนั้นจะถูกต่อต้านทั้งจากรัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย แต่ก็ได้รับความสนใจผู้รักสันติภาพทั่วโลก และเป็นต้นแบบให้ชาวพุทธอีกหลายประเทศนำไปปฏิบัติตาม ธรรมยาตราในประเทศไทยครั้งแรก คือ 'ธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา' ซึ่งจัดขึ้นที่เกาะยอ จังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยความร่วมมือของพระสงฆ์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนรอบทะเลสาบสงขลาหันมาใส่ใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับบ้านเกิดของพวกเขา ภาพของพระและประชาชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่น เดินเรียงแถวยาวเหยียดพร้อมถือป้ายรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นภาพแตกต่างจากกิจกรรมทางศาสนาที่คนไทยคุ้นเคย ธรรมยาตราบนแผ่นดินไทยครั้งแรกจึงดูแปลกประหลาดในสายตาผู้พบเห็น แต่ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างแท้จริง ทำให้ชาวบ้านค่อยๆ เปิดรับธรรมยาตรา จนกลายเป็นกิจกรรมทางศาสนาอีกอย่างหนึ่งของผู้คนที่นั่น
ปัจจุบันมีการจัดธรรมยาตราขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศไทย
ส่วนใหญ่มุ่งประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
เส้นทางธรรมยาตรา
การเดินธรรมยาตราคืนชีวิตและธรรมชาติลุ่มน้ำลำปะทาวคราวล่าสุด เริ่มก้าวแรกในยามเช้าของวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ณ วัดป่ามหาวัน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เริ่มจากเดินเท้าไปตามหมู่บ้านรอบพื้นที่ลุ่มน้ำลำปะทาวกว่าสิบหมู่บ้าน จนจบก้าวสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน รวมระยะทาง 73 กิโลเมตร อาจดูยาวไกลและเนิ่นนานสำหรับผู้เข้าร่วมเป็นปีแรก แต่ถ้ามองย้อนสู่เส้นทางที่โครงการถือกำเนิดขึ้น ระยะทางและระยะเวลาเพียงเท่านี้ถือว่าสั้นนัก
เมื่อ 30 ปีก่อน หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ และเพื่อนสหธรรมิกได้ธุดงค์มาถึงเทือกเขาภูแลนคา จังหวัดชัยภูมิ ภูแลนคาในเวลานั้นเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การภาวนา พวกท่านจึงตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น ซึ่งกลายมาเป็นวัดป่าสุคะโตในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่มักรู้จักหลวงพ่อคำเขียนในฐานะอาจารย์สอนสติปัฎฐาน ตามแนวทางของหลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ แต่ผู้ที่เคยไปวัดป่าสุคะโตจะทราบว่า หลวงพ่อคำเขียนท่านเป็นพระนักอนุรักษ์ด้วย แม้ผืนป่ารอบวัดจะถูกถางเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจนไม่เหลือไม้ใหญ่อีกต่อไปแล้ว แต่ภายในวัดยังคงสภาพป่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ กระทั่งสัตว์ป่าก็ยังหลงเหลือให้พบเห็นกันอยู่
คุณวิชัย นาพัว สมาชิกชมรมเด็กรักนก กลุ่มเยาวชนผู้รักธรรมชาติในพื้นที่ซึ่งก่อตั้งโดยหลวงพ่อคำเขียน ได้เล่าถึงที่มาของงานธรรมยาตราให้ฟังว่า "หลวงพ่อคำเขียนท่านไปเทศน์ที่ธรรมยาตราสงขลา พอกลับมาท่านก็ถามว่าเราจะรณรงค์ให้คนคิดถึงลำปะทาว คิดถึงป่า คิดถึงน้ำ จะเป็นไปได้ไหม ตอนนั้นทุกคนลืมว่ามีลำปะทาว เพราะมันไม่ได้ใช้ประโยชน์ กลายเป็นแค่ที่ทิ้งขยะหลังบ้าน หลวงพ่ออยากปลุกเขาขึ้นมา ให้เขารู้ว่ามีลำปะทาวอยู่นะ เป็นเส้นเลือดที่สำคัญ ท่านบอกว่าที่สงขลาเขามีธรรมยาตรา เราอยากทำไหม"
ลำปะทาวที่พูดถึง คือสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนบนภูแลนคามาช้านาน แต่เมื่อป่าต้นน้ำถูกตัดทำลาย น้ำในลำปะทาวก็ลดลงจนน่าใจหาย กลายเป็นเพียงลำคลองเล็กๆ ที่ตื้นเขิน ใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป
แม้เป็นกลุ่มทำงานขนาดเล็กที่ไม่มีประสบการณ์
แต่ชมรมเด็กรักนกก็จัดงานธรรมยาตราขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2543
การเดินธรรมยาตราในปีแรกมีผู้เข้าร่วมขบวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่มาด้วยความศรัทธาในพระศาสนา
แต่เมื่อโครงการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนคนในพื้นที่เริ่มเห็นความสำคัญของลำปะทาวมากขึ้น
โรงเรียนในจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดข้างเคียงก็ให้ความสนใจ ส่งเด็กๆ
มาร่วมเดินเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติ ขบวนธรรมยาตราจึงเพิ่มจากหลักสิบเป็นหลักร้อย
และถ้านับรวมผู้ร่วมเดินทุกคนทั้งที่มาเพียงวันเดียว หรือเดินตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ
จะมีผู้ที่ผ่านเข้ามาในขบวนธรรมยาตรานับพันคน
หากองค์กรใหญ่ๆ เป็นผู้จัดงานที่มีคนเข้าร่วมมากขนาดนี้ คงต้องจ้างออร์แกไนเซอร์มืออาชีพมาดูแล แต่งานธรรมยาตรากลับใช้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นแกนหลักในการจัดงานอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีงบประมาณ แต่เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของการจัดธรรมยาตรา
"เราใช้ทุนเดิมของชุมชน ใช้ศาสนานำ ใช้ความเชื่อความศรัทธา ค่าอาหารสำหรับคนเป็นร้อยๆ คนกินต่อวัน ถ้าคิดเป็นมูลค่าแล้วหน้ามืดไปเลยนะ แต่พอชาวบ้านเป็นเจ้าภาพดูแลเรา ค่าใช้จ่ายเรื่องของอาหารก็ไม่ต้องจ่าย" คุณวิชัยอธิบายถึงที่มาของเสบียงเลี้ยงชาวธรรมยาตรา
สำหรับหมู่บ้านเล็กๆ ตามต่างจังหวัดที่มีพระจำวัดในหมู่บ้านไม่กี่รูป งานธรรมยาตราถือเป็นงานบุญใหญ่ เพราะไม่บ่อยนักที่คณะสงฆ์จะผ่านมาให้ชาวบ้านได้ร่วมทำบุญกัน ส่วนวัดประจำหมู่บ้านก็จะใช้เป็นที่พักค้างแรมของขบวนธรรมยาตรา โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว
"สำหรับงบประมาณส่วนอื่นๆ อย่างค่าประสานงาน เราใช้วิธีรับบริจาค แต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องมีงบเท่านั้นเท่านี้เราถึงจะทำได้ มีเท่าไรก็ทำเท่านั้น อย่างปีนี้เรามีแค่สามหมื่นเราก็จัดการให้อยู่ในงบสามหมื่น ถ้าเรามีห้าพันก็ทำให้อยู่ในห้าพัน มันถึงจะอยู่ได้" ถือเป็นวิธีบริหารงบประมาณที่ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็สามารถจัดงานธรรมยาตราของลุ่มน้ำลำปะทาวต่อเนื่องมาถึงปีที่ 8 แล้ว
ธรรมชาติ ชุมชน และจิตใจ
แม้จะมีคำว่าธรรมนำหน้า
แต่ธรรมยาตราไม่ใช่การปฏิบัติธรรมตามรูปแบบทั่วไป แน่นอนว่ากิจทางศาสนาถือเป็นกิจกรรมหลัก
ทุกๆ วันผู้ร่วมเดินต้องตื่นทำวัตรเช้าตอนตีสี่ครึ่ง ส่วนช่วงกลางวันเป็นการเดินเท้าอย่างสงบไปตามหมู่บ้าน
ปิดท้ายด้วยการทำวัตรเย็น และฟังพระธรรมเทศนาจากพระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต
ซึ่งเป็นประธานของงานเดินธรรมยาตราครั้งนี้ แต่นอกจากธรรมะจากพระสงฆ์แล้ว
ชาวธรรมยาตรายังต้องเรียนรู้จาก'ครู'อีกสามท่าน คือธรรมชาติ ชุมชน และจิตใจ
เพียงเริ่มเดินวันแรกๆ ชาวธรรมยาตราก็ได้พบบททดสอบของธรรมชาติ จากช่วงบ่ายที่เดินให้แดดเผาผิวอย่างไม่ปรานี
แต่ตกกลางคืนกลับต้องกัดฟันแน่นขณะวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้า ใครที่หลงคิดว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ละก็
คงต้องปรับความคิดเสียใหม่ เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติต่างหาก
แต่ในหลายโอกาสธรรมชาติก็ถูกมนุษย์ทำร้ายได้เช่นกัน ทิวทัศน์สองข้างทางที่ชาวธรรมยาตราพบเห็นจนชินตา ไม่ใช่ความงดงามของขุนเขาและผืนป่าอย่างที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่กลับเป็นไร่มันสำปะหลัง สวนยางพารา และสวนยูคาลิปตัส ที่กว้างไกลสุดสายตา ภาพที่เห็นอาจชวนให้ใจเศร้าหมอง แต่มองอีกมุมหนึ่ง มันก็ช่วยกระตุ้นเราให้รีบลงมือทำสิ่งดีๆ เพื่อธรรมชาติ ก่อนจะสายเกินไป
ครูอีกคนของชาวธรรมยาตราคือชุมชน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้าวให้น้ำและที่พักอาศัย แม้บางชุมชนจะขาดน้ำกินน้ำใช้ แต่พวกเขาไม่เคยขาดน้ำใจ ถือเป็นบทเรียนเกี่ยวกับการแบ่งปันที่เข้าถึงจิตใจโดยไม่ต้องใช้คำพูดพร่ำสอน
แต่ใช่ว่าทุกหมู่บ้านจะเป็น'ชุมชน'เหมือนๆ กัน บางหมู่บ้านเริ่มปรับวิถีชีวิตคล้ายสังคมเมือง ชาวบ้านต่างคนต่างอยู่ แทบไม่เหลือความเป็นชุมชนอีกต่อไป ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่มีใครเหลียวแล เพราะคิดว่าไม่ใช่ธุระของตัวเอง ผิดหมู่บ้านที่ยังรักษาความเป็นชุมชนไว้ได้ พวกเขารวมตัวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขัน เพราะเห็นว่าเป็นสมบัติของชุมชนที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา การอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านช่วยให้เราเรียนรู้ว่า ชุมชนชนบทที่ถูกมองว่าล้าสมัย แท้จริงแล้วมีความสำคัญเพียงใด
และครูสุดท้ายคือจิตใจของเรา เมื่อต้องร่วมทางกับผู้คนนับร้อยนานหลายวัน ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะพบเจอสิ่งไม่ถูกใจ คนที่ตั้งความหวังไว้มาก อาจผิดหวังเมื่อเห็นเพื่อนร่วมขบวนเดินกันไม่เป็นระเบียบ พานให้เสื่อมศรัทธาในธรรมยาตรา และพาให้ตัวเองเป็นทุกข์ แทนที่จะพบความสุขในทุกย่างก้าว จิตใจของเรานี่เองคือบททดสอบโหดหินที่สุด แต่ถ้าเราสามารถละวางอัตตาตัวตน รู้จักให้อภัยผู้อื่นบ้าง ความสุขย่อมเกิดขึ้นได้ทันที แม้สิ่งรอบตัวจะไม่เป็นอย่างใจเราต้องการ
พระไพศาล วิสาโล สรุปบทเรียนจากครูทั้งสามไว้อย่างน่าฟังว่า
"ธรรมชาติอยู่ได้เพราะชุมชน ชุมชนอยู่ได้ด้วยจิตใจ จิตใจดีได้ด้วยศาสนา"
ธรรมยาตราจึงคล้ายกับห้องเรียนห้องใหญ่ อาจไม่มีประกาศนียบัตรให้ผู้จบการศึกษา แต่ความรู้ที่ติดตัวไปนั้นมีคุณค่ามากมายทั้งต่อตัวเอง ต่อสังคม และต่อโลกใบนี้ด้วย
ธรรมะกับธรรมชาติ
ศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นสองสิ่งที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกัน แต่มีพระสงฆ์หลายรูปทำงานอนุรักษ์ควบคู่กับการปฏิบัติธรรม รวมถึงพระไพศาล วิสาโล
ท่านได้เมตตาให้้ความกระจ่างว่า ทำไมพระสงฆ์ถึงต้องมาอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและสรรพชีวิต
ธรรมยาตราถือเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่
การเสริมสร้างกระตุ้นสำนึกในเรื่องธรรมชาติ เราคิดว่ามันอยู่ในความรับผิดชอบของพระสงฆ์
โดยเฉพาะธรรมยาตรา เราได้โยงธรรมะเข้ามาสู่การทำงานเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ
มันแยกกันไม่ออกระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติกับการปฏิบัติธรรม หรือการพัฒนาตน
ซึ่งในนี้เราก็อนุรักษ์ไปด้วยและฝึกปฏิบัติธรรมไปด้วย
ทำไมศาสนาพุทธถึงมีสิกขาบทที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เช่นห้ามพรากของเขียว (ห้ามตัดต้นไม้) หรือห้ามทิ้งปฏิกูลลงในน้ำ
มีวิธีการมองได้สองอย่าง พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติสิกขาบทนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีท้องถิ่น เพราะมีความเชื่อท้องถิ่นที่เป็นสากลว่าในธรรมชาติมีชีวิต ในต้นไม้มีเทวดาอารักษ์ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่อยากให้พระสงฆ์ปฏิบัติตัวขัดกับธรรมเนียมท้องถิ่น อย่างที่สอง เป็นเพราะพระองค์มองเห็นว่ามนุษย์กับธรรมชาติมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันมาก แม้แต่ต้นไม้ก็มีคุณสมบัติของชีวิต เพราะฉะนั้นพระเป็นผู้ที่สงบ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนใคร ก็ควรจะมีข้อปฏิบัติที่ไม่ไปเบียดเบียนธรรมชาติด้วย ก็มีความเห็นสองแง่อย่างนี้
ในปัจจุบันคนไม่ค่อยมองเห็นธรรมชาติ ไม่เคารพธรรมชาติเท่าไร เราตัดต้นไม้ ทิ้งของเสียลงแม่น้ำ ยิ่งทำให้เห็นประโยชน์ของสิกขาบทเหล่านี้มากขึ้น
ธรรมมะกับธรรมชาติเกี่ยวพันกันอย่างไร
ธรรมะกับธรรมชาติมีความหมายหลายแง่ด้วยกัน ในแง่หนึ่งธรรมะครอบคลุมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงธรรมชาติด้วย และธรรมชาติก็สะท้อนหรือเปิดเผยให้คนเข้าถึงธรรมะได้ นักปฏิบัติจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะพระสงฆ์ได้บรรลุธรรมจากการปฏิบัติท่ามกลางธรรมชาติ เพราะธรรมะปรากฏออกมาชัดเจนผ่านธรรมชาติ เช่นความไม่เที่ยง หรือความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
ขณะเดียวกันธรรมชาติจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อคนมีธรรมะ เพราะเดี๋ยวนี้คนมีอำนาจ มีกำลังมาก จนกระทั่งทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติได้ ถ้าคนมีธรรมะ เช่นมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติ มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ ไม่เอาเปรียบไม่เห็นแก่ตัว ธรรมชาติก็อยู่ได้ แต่ถ้าคนเริ่มเคลื่อนออกจากธรรมะเมื่อไร เราก็ทำลายธรรมชาติอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแก้ไขด้วยเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีที่มันประหยัดน้ำมันหรือว่าเก็บกักสารพิษได้ แต่ต้องทำให้คนมีธรรมะ ฟื้นธรรมะขึ้นมาในใจให้ได้
จากป่าสู่เมือง
ธรรมยาตราไม่ได้มีเพียงการเดินรณรงค์ให้คนเห็นถึงความสำคัญของสายน้ำเท่านั้น
ทางผู้จัดงานยังได้ริเริ่มกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกหลายอย่าง
เช่น กิจกรรมนักสืบสายน้ำ ที่ชาวธรรมยาตราจะช่วยกันสำรวจคุณภาพแหล่งน้ำตามหมู่บ้านต่างๆ
เพื่อให้ชาวบ้านได้ทราบว่าน้ำที่พวกเขาอุปโภคบริโภคนั้นมีอันตรายหรือไม่
พิธีสืบชะตาสายน้ำ พิธีสงฆ์ที่จัดขึ้นเพื่อปลุกจิตสำนึกรักธรรมชาติให้กับชาวธรรมยาตรา
ตลาดนัดธรรมยาตรา นำสินค้าที่รับบริจาคมาจำหน่ายให้กับชาวบ้านในราคาถูก เพื่อนำรายได้ถวายวัดประจำหมู่บ้าน
การตรวจหาสารเคมีตกค้างในเลือดโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้ชาวบ้านได้ทราบว่า สารเคมีที่เขาใช้เพื่อการเกษตรนั้นส่งผลร้ายต่อพวกเขาเพียงใด
กิจกรรมเวทีชาวบ้าน เชิญผู้นำหมู่บ้านมาสนทนาถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ และแนะนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละหมู่บ้านให้ชาวธรรมยาตราได้รู้จัก
ครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่คณะธรรมยาตราเดินลงจากป่าเขา เข้าไปจัดงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ เพื่อบอกกล่าวกับคนที่อยู่ปลายน้ำลำปะทาว ให้ทราบถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นด้วย
สำหรับคนชัยภูมิแล้ว
กิจกรรมทั้งหมดของธรรมยาตราย่อมมีประโยชน์ต่อพวกเขาโดยตรง แม้ยังมองไม่เห็นน้ำใสหลั่งไหลคืนมาเหมือนเก่า
แต่ชาวบ้านบนเส้นทางธรรมยาตราย่อมได้รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านของพวกเขา
และอาจมีบางคนคิดลงมือแก้ไข ส่วนเด็กๆ ที่ร่วมในคณะธรรมยาตราก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักวิธีใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสอดประสานกลมกลืนมากยิ่งขึ้น
แต่สำหรับคนนอกพื้นที่ โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องธรรมชาติมากนัก อาจนึกสงสัยงานธรรมยาตรามีประโยชน์ต่อพวกเขาอย่างไร คุณวิชัยให้คำตอบกับเราว่า
"ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรขาดจากกัน อากาศที่เราหายใจก็ไม่ได้มีแต่อากาศที่อยู่ในประเทศ
ออกซิเจนที่พัดมาจากป่าอะเมซอนก็มี เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งแวดล้อมกลับคืนมา
คนในเมืองจะได้เต็มๆ อยู่แล้ว ทั้งอากาศที่ลอยไปฟอกฝุ่นควันที่อยู่ในเมือง
เราปลูกต้นไม้ที่นี่ ต้นไม้โตเขาก็จะส่งอากาศไปให้คุณ เขาไม่แบ่งหรอกว่าจะให้อากาศแต่คนชนบท
ไม่ให้คนในเมือง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมขึ้นมาถือเป็นการช่วยคนทั้งโลก"
ส่วนคนในเมืองที่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ไม่มีโอกาสร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นตามจังหวัดต่างๆ พระไพศาลก็มีคำแนะนำวิธีอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่กับบ้าน ที่ทุกคนสามารถทำได้
"เริ่มจากการดำรงชีวิตที่ดี ไม่เบียดเบียนธรรมชาติโดยเฉพาะการบริโภค เพราะการบริโภคของคนในเมืองเป็นการบริโภคที่ส่งผลกระทบถึงธรรมชาติมาก ทั้งกระบวนผลิตและการเกิดของเสียหรือขยะ ถ้าจำเป็นต้องบริโภคก็บริโภคแต่พอดี อย่างที่สองคือการส่งเสริมกลุ่มบุคคลที่เขาทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่นผักปลอดสารพิษ หรือส่งเสริมหน่วยงานที่เขาอนุรักษ์ธรรมชาติ อย่างที่สามคือสอนลูกหลานให้เกิดสำนึกรักธรรมชาติ ทำบ้านของเราให้เป็นบ้านของคนรักธรรมชาติ และถ้าเราสามารถลงมือสร้างสรรค์ธรรมชาติอย่างการปลูกต้นไม้ อันนี้ก็จะยิ่งดีใหญ่"
เราไม่อาจคาดเดาว่ากระแสอนุรักษ์ธรรมชาติจะคงอยู่นานขนาดไหน มันอาจอยู่ไปอีกหลายสิบปีจนแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้สำเร็จ หรือเราอาจเลิกสนใจไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เมื่อมีผู้สร้างกระแสใหม่ๆ ที่ทันสมัยกว่า แต่หากการอนุรักษ์ธรรมชาติกลายเป็นวิถีชีวิตของเราเมื่อไร เราก็ยังมีความหวังว่า ต้นไม้ สายน้ำ อากาศบริสุทธิ์ และทุกชีวิตในธรรมชาติ
จะหวนกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอีกครั้ง
สนใจข่าวสารกิจกรรมของวัดป่าสุคะโต และชมรมเด็กรักนก คลิกไปที่ www.pasukato.org
|