เรื่อง : อรรถ บุนนาค
ภาพ : รัชมณ วีระสุวัฒน์
สไตล์ : อตินันท์ นิติสุนทรกุล
ไว้ทุกข์
ขณะที่ผมนั่งพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในบรรยากาศแห่งความเศร้าสร้อย
ผู้คนพร้อมใจกันสวมใส่อาภรณ์สีดำเพื่อความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภาพผู้คนในชุดดำผลิตซ้ำตามสื่อพร้อมกับเสียงเพลง'แสงหนึ่งคือรุ้งงาม'
ทำให้ผมต้องเก็บหัวข้อเรื่องอื่นลง และเขียนเรื่องการไว้ทุกข์ในคอลัมน์นี้
ขนบการไว้ทุกข์แต่ดั้งเดิมของไทยเรา ผมขอที่จะไม่สาวไปไกลยันประวัติศาสตร์ครั้นกรุงเก่า
เพราะประวัติศาสตร์สังคมของเรายุคนั้นก็หาข้อมูลได้ยากเสียเหลือเกิน
เอาพอใกล้ๆ หน่อยในยุคสมัยที่บ้านเราเมืองเราเป็น'รัฐชาติ' ตามมโนทัศน์ของสังคมสมัยใหม่ก็แล้วกัน
พูดกันง่ายๆ ว่าเมื่อครั้งเราเป็นสยามประเทศนั่นแล มีหลักฐานปรากฏในลายพระหัตถ์ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
สรุปใจความได้ว่าประเพณีการไว้ทุกข์คงจะเริ่มด้วยการแต่งสีขาว งดการใส่เครื่องประดับตามขนบของอินเดีย
จนกระทั่งพระราชนิยมในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง จึงเริ่มมีการแต่งกายสีดำตามแบบอย่างของตะวันตก
เรื่องนี้เสฐียรโกเศศได้ให้รายละเอียดมากขึ้นไว้ในหนังสือเรื่อง 'ประเพณีเนื่องในการตาย'
ว่า การไว้ทุกข์ของไทยเรานั้นยุ่งยากด้วยเรื่องเกียรติยศและถือชั้น สำหรับญาติสนิทคนในบ้านตามปกตินุ่งดำ
สีขาวนุ่งวันปลงศพหรือวันทำบุญหน้าศพ แต่ที่เกี่ยวข้องกับจีนนุ่งขาวตลอด
สำหรับแขกผู้มาเยี่ยมเคารพศพ มีทั้งนุ่งดำและน้ำเงิน ถ้าเป็นวันทำบุญใหญ่หรือในวันปลงศพจะนุ่งขาว
น้ำเงิน หรือสีนกพิราบ สำหรับผู้ที่มีศักดิ์เป็นผู้น้อยกว่าผู้ตายจะแต่งขาว
สำหรับผู้มียศศักดิ์เป็นผู้ใหญ่กว่าผู้ตายจะแต่งดำ ครั้นตอนหลังเริ่มเกิดความพิอักพิพ่วนเพราะไม่รู้จะแต่งอย่างไรดี
จะแต่งดำก็กลัวจะโดนติว่าโอหัง แต่ขาวก็กลัวจะโดนนินทาว่าประจบ
พอมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีเครื่องแบบข้าราชการพลเรือน ผู้ชายจึงนิยมแต่งเครื่องแบบติดปลอกดำที่แขนไปงานศพ
ผ้าม่วงของเครื่องแบบราชการยุคนั้นจะเป็นสีน้ำเงิน หรือสีนกพิราบ แต่ครั้นเมื่อผู้ชายหมดปัญหาเรื่องชุดไว้ทุกข์ไปแล้ว
ปัญหาตกอยู่ที่ผู้หญิง 'แพนกพระราชพิธี กระทรวงวัง' ในสมัยรัชกาลที่
6 โดยเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี จึงมีหนังสือกราบทูลถามรัชกาลที่ 6 ในกรณีพระราชปฏิบัติเรื่องเครื่องแต่งกายหญิงบรรดาศักดิ์
ในงานพระศพพระราชวงศ์ชั้นสูง เพื่อให้เป็นระเบียบ รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชกระแสตอบกลับว่า
"ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นญาตินั้นดูไม่มีปัญหาจริง แต่ส่วนผู้ที่มิใช่ญาตินั้นชอบกลอยู่
ถ้าจะถือเอาแบบอย่างยุโรป ผู้ไปช่วยงานศพ, จะเป็นญาติหรือมิใช่ก็ตาม,
คงแต่งดำทั้งนั้น, ผิดกันแต่ญาติมักมีผ้าคลุมหัว, ผู้มิใช่ญาติใส่หมวก
ส่วนธรรมเนียมของเราถือกันว่าการแต่งดำหรือขาวแล้วแต่วัยของผู้ตาย เปรียบกับวัยของผู้ไปช่วยงาน,
หรือถ้าเป็นข้าเป็นศิษย์ก็แต่งขาว; ผู้ที่มิได้เป็นญาติจึงต้องรู้สึกลำบากในเรื่องแต่งตัวทุกๆ
คราวมา ฝ่ายเราที่จะให้บัญญัติในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนกัน, เพราะถ้าจะบอกว่าให้แต่งดำ
เจ้าภาพอาจจะว่าจองหองตีตนเป็นญาติที่แก่กว่า, แต่ครั้นจะบอกให้แต่งขาว
ผู้แต่งอาจจะถูกด่าว่าประจบเจ้าภาพเกินไปก็ได้ เมื่อใคร่ครวญดูโดยรอบคอบแล้วจึงเห็นว่า
พอมีทางกลางอยู่, คือให้นุ่งดำสวมเสื้อขาวหรือเสื้อสีเทา, ดูจะเป็นที่เรียบร้อยเหมาะแก่กาลสมัยดี"
จนกาลสมัยเปลี่ยนไปสู่ยุคประชาธิปไตย เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี
ได้มีรัฐนิยมเกี่ยวกับการแต่งกายไว้ทุกข์ในงานศพ และเป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติเป็นธรรมเนียมสืบมาถึงปัจจุบัน
โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 58 ตอนที่ 41ลงวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.
2485 ว่า
1.) ชาย ก. แต่งเครื่องแบบ ให้ใช้ผ้าสักหลาด หรือผ้าโปร่งดำ ขนาดกว้างระหว่าง
1-10 เซนติเมตร พันแขนซ้ายเบื้องบน
ข. แต่งกายสุภาพตามรัฐนิยม ให้ใช้เสื้อขาว กางเกงขายาวขาว (ถ้าเป็นคอแบะให้ใช้เสื้อเชิ้ตขาวผ้าผูกคอดำเงื่อนกะลาสี)
รองเท้าหนังดำ ถุงเท้าดำ และใช้ผ้าสักหลาด หรือผ้าโปร่งดำ ขนาดกว้างระหว่าง
1-10 เซนติเมตร พันแขนซ้ายเบื้องบน
2.) หญิง แต่งกายสุภาพตามรัฐนิยม ให้ใช้เครื่องดำล้วน
สำหรับความเหมาะความควรในยุคปัจจุบันที่จะแต่งให้งามตานั้น สำหรับผู้หญิงควรแต่งเครื่องล้วนสีดำ
จะเป็นชุดไทยพระราชนิยมหรือชุดสากลก็ได้ แต่เนื้อผ้าควรเป็นเนื้อผ้าด้านไม่มันเป็นประกาย
ผ้าลูกไม้มีลายในตัวควรหลีกเลี่ยง งดเครื่องประดับฉูดฉาด วูบวาบ พวกทองเพชรอวดร่ำอวดรวยงดเสียเก็บใส่กรุไว้กับบ้าน
รัตนาภรณ์ที่เป็นสีต้องห้ามอย่างยิ่ง มุกเป็นเครื่องประดับที่เหมาะที่สุดสำหรับชุดไว้ทุกข์
ชายกระโปรงคลุมเข่า และควรใส่ถุงใยบัวสีดำ (เรียกเสียแก่ ก็ถุงน่องนั่นแหละครับ)
กันขาขาวๆ โผล่มา ให้ดูเรียบร้อยงามตา รองเท้าหุ้มส้น ถ้าจะนุ่งกางเกงควรจะเป็นกางเกงผ้า
และไม่ต้องเอวต่ำจนเห็นท้องขาวๆ ยีนส์นั้นอย่าใส่ไปทั้งหญิงและชาย
สำหรับผู้ชาย กางเกงขายาวสีดำกับเสื้อเชิ้ตขาวผูกไทสีดำ หรือจะเป็นชุดซาฟารี
ชุดพระราชทานดำล้วน รองเท้าดำ และจุดเล็กๆ ที่สุภาพบุรุษมักจะพลาดกันคือสีของถุงเท้า
จำไว้ว่าเมื่อใดที่ใส่กางเกงดำ ถุงเท้าก็ควรดำปลอดด้วย ที่เห็นบ่อยเหลือเกินและขอเสียทีคือการใส่แว่นดำในงานศพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่งามตาอย่างยิ่ง
จะร้องไห้ตาบวมนิดบวมหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นงานทุกข์โศก
แม้ว่าหนังสือมารยาทตะวันตกจะนิยมแนะนำให้ไม่ต้องแต่งกายดำไปในงานศพ
เพียงแต่ขอให้เป็นสีสุภาพหรือไม่โดดเด่นสะดุดตาก็ตาม แต่สำหรับในบริบทวัฒนธรรมไทยแล้วการแต่งตัวไปงานศพ
สีดำเป็นสีที่ให้เกียรติแก่ผู้จากไป และถูกกาลเทศะมากที่สุด กรณีนี้สีสันนั้นอนุโลมให้เฉพาะเครื่องแบบชุดนักเรียนกระโปรงแดง
กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน หรือชุดลูกเสือสีน้ำตาล ชุดทหารสีเขียว การแต่งชุดเครื่องแบบไปนั้นเป็นขนบนิยมในการไว้ทุกข์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่
6 ถ้าเห็นว่าสีฉูดฉาดเกินไปหน่อยและครั้นจะใส่ปลอกแขนดำก็เอิกเกริกไป
จะใช้วิธีใช้เข็มกลัดซ่อนปลายกลัดผ้าดำชิ้นเล็กๆ ไว้ที่แขนเสื้อด้านซ้ายก็ได้
การแสดงความเศร้าโศกเสียใจในงานศพนั้น ถ้าไม่ได้เป็นญาติสนิทมิตรสหายกับผู้ตาย
สำรวมพอประมาณ อย่าทำตนประหนึ่งเป็นนางร้องไห้ในงานศพสมัยก่อน เดี๋ยวเจ้าภาพจะเขม่นได้
แต่ก็ไม่ใช่จะมาหัวร่อต่อกระซิกระริกระรื่นหน้าเป็นกัน จะนินทาผู้ตายด้วยความชังน้ำหน้าหรือจะเมาธ์อิจฉาพ่อแม่ผู้ตายที่ได้เงินประกันชีวิตเป็นล้าน
ก็ขอให้ไปทำในที่รโหฐานไม่ใช่ในเขตพิธีงานศพ
กล่าวแต่เรื่องเสื้อผ้า จะขาดหน้า ผม ไปงานศพก็ไม่ครบเครื่อง ขอหยิบประโยคเจ็บๆ
ของ'ศศิวิมล'-คอลัมนิสต์สุดเปรี้ยวในยุคก่อน จากคอลัมน์'ศศิวิมล สับแหลก'
ในนิตยสารลลนา นิตยสารอันเป็นตำนานยิ่งใหญ่ (ฉบับที่ยกมาของสำนักพิมพ์ดวงตานั้นดูแล้วจะอายุอานามมากกว่าผมด้วยมั้ง
แต่เนื้อหาไม่เชยเลย ยังเปรี้ยวได้ใจอยู่)
"สำหรับผมและหน้า ไม่ใช่ว่าถือว่ามางานโศกเศร้า แล้วเลยถือโอกาสไม่แต่งเสียเลย
ปากก็ไม่ทา หน้าก็ไม่ผัด ปล่อยให้ซีดเซียวดูไม่ได้ ระวังเถอะเดี๋ยวคนเขาจะนึกว่า'ผีมาเผาผี'
แต่ก็ไม่บังควรแต่งผมทำหน้าเสียเหลือเกิน ราวกับจะไปเดินแฟชั่นโชว์ เพราะถ้าขืนประเคนเมคอัพเขียวๆ
แดงๆ หนักข้อเกินไป
"มันก็ไม่พ้น'ผี'อีกนั่นแหละค่ะ"
|