เรื่อง : นิติพงษ์ ห่อนาค n_honark@yahoo.com
ภาพประกอบ : ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์
Politician Fantasia 1
เกือบสองเดือนที่ผ่านมาผมไปทำธุระอะไรบางอย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน ไปลงแข่งในเกมอะไรบางอย่างที่ไม่เคยอยากจะเข้าไปร่วมแข่งด้วย แต่จู่จู่ความมุ่งมั่นอะไรไม่ทราบมันกระโดดถีบให้ผมเข้าไปในเกมนั้น
ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา หลายท่านคงทราบผลการแข่งขันแล้ว ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ไม่ชอบหน้าผม ข่าวดีสำหรับคนที่ชอบหน้าผมแต่ไม่เชื่อน้ำหน้าผม ข่าวดีสำหรับคนที่รักผมจนไม่อยากให้ผมแบกภาระในฐานะของผู้ชนะในเกมนั้น และเป็นข่าวดีสำหรับคนรอบข้างที่อยากให้ผมชนะ แต่ไม่อยากให้ผมได้รางวัลอันหนักอึ้งนั้น
ครับ ผมไปเหิมเกริมลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของกรุงเทพมหานครมา แล้วแพ้มาครับ เป็นการแพ้ที่แสนภูมิใจกับคะแนนสองแสนกว่าจากพี่น้องชาว กทม. เป็นม้านอกสายตาที่วิ่งเข้าเส้นชัยอันดับสอง แต่อันดับสองไม่ดีพอกับชัยชนะ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาให้ม้าอันดับหนึ่งเท่านั้นที่ได้รางวัล มีแต่เหรียญทองเท่านั้น ไม่แจกเหรียญเงิน เหรียญทองแดง
มีเพื่อนฝูงทั้งใกล้ตัวทั้งไกลตัว รวมไปถึงคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน ถามผมตั้งแต่วันที่ผมประกาศตัวลงสมัคร จนถึงวันนี้ก็ยังถาม ว่ากินยาอะไรผิดหรือ ถึงได้อยากเล่นการเมือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีอาการล่วงหน้าใดใดมาก่อน
เรื่องมันยาวครับ แล้วก็สนุกดีด้วย ตั้งใจไว้ว่า ถ้าหากไม่ได้รับเลือกตั้ง จะเขียนจดหมายเหตุขนาดย่อมๆ มาเล่าสู่กันฟังในฐานะประชาชน ในฐานะนักแต่งเพลงคนหนึ่งซึ่งได้ก้าวเข้าไปสู่ Political Reality Show เอาประสบการณ์ที่คนนอกวงการได้ลองสัมผัสวิถีของนักเลือกตั้งมาเล่าให้พรรคพวกเพื่อนฝูงอ่านกันว่ามันน่าสนุก น่าประหลาดใจเพียงใด
จากคำถามที่ผมถูกถามมากที่สุดว่า "ทำไม คิดยังไง" ผมก็เลยร่างจดหมายเปิดผนึกส่งให้เพื่อนพ้องพี่น้องอ่านกัน ทั้งในเว็บไซต์ของแฟนคลับผมเอง ในเว็บไซต์เฉลียง และส่งไปทางอี-เมล์เพื่อนฝูง ให้ได้เข้าใจเสียก่อน
สิ่งที่นึกไม่ถึงคือ พลานุภาพของโลกไซเบอร์ ที่ทำให้จดหมายเปิดผนึกของผมกลายเป็นจดหมายลูกโซ่ มีเพื่อนฝูงส่งต่อกันให้ทางอี-เมล์ กระจายไปจนเดาไม่ออกว่ามีคนกี่พันกี่หมื่นได้อ่าน เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันหลายปียังโทร.มาบอกว่า ได้อ่านจดหมายนี้แล้ว บางคนอยู่ต่างประเทศก็บอกว่าได้รับอี-เมล์ที่ฟอร์เวิร์ดมาจากใครก็ไม่รู้สองสามครั้ง
เดินไปแถวถนนสีลมก็มีคุณพี่ผู้หญิงอายุสักหกสิบ มาบอกว่า ฉันได้อ่านจดหมายคุณด้วยนะ
ใจความในจดหมายก็อธิบายถึงเหตุผลที่ลง ส.ว. ว่า มีความเห็นมานานแล้วว่า ในสภาฯ น่าจะมีคนหลากหลายอาชีพ กับเรื่องทัศนคติส่วนตัวที่ควรเปลี่ยนไปสำหรับคำว่า 'การเมือง' (ขอไม่นำมาลงให้อ่าน เพราะเปลืองที่และตกกระแสไปแล้ว แต่ถ้าผู้อ่านท่านใดสนใจอยากอ่าน ขอเชิญเข้าไปอ่านในกระดานเว็บบอร์ดของ www.chaliang.com ได้ครับ)
เรื่องของเรื่อง เริ่มมาจากเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ผมอ่านไทยรัฐ คอลัมน์สำนักข่าวหัวเขียว แม่ลูกจันทร์เขาอธิบายว่า ส.ว.คืออะไร มีสองแบบ คือ แบบสรรหา กับแบบเลือกตั้ง มีคุณสมบัติยังไง หน้าที่มีอะไร
ก็อ่านไปแบบคนอ่านทั่วไป ยังขำๆ อยู่เลยว่า ใครมันจะบ้าไปลงเลือกตั้งวะนั่น จังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่เอาคนเดียวเหมือนกันหมด ยิ่งใครลงสมัครลงกรุงเทพฯ นี่ยิ่งบ้า
เออ พวก ส.ว.แบบสรรหา ยังดูจะง่ายกว่า เสียค่าสมัคร 5,000 บาท รูปถ่าย 2 ใบเท่านั้นแหละ แล้วนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเดินหาเสียงลิ้นห้อย ไม่ต้องเสียเงินพิมพ์โปสเตอร์ ถ้าคณะกรรมการสรรหาเขาเลือกก็ได้เป็น ส.ว. โก้ๆ ซะงั้น แต่ถ้าไม่ถูกเลือก ก็ไม่เสียหายอะไร ไม่เหนื่อยอะไรนี่
อ้อ คุณสมบัติคนที่สมัคร ก็มีหนึ่ง สอง สาม สี่ อะไรก็ว่าไป ไม่รู้เทวดาองค์ไหนดลใจ จู่ๆ ผมก็เอาตัวเองเข้าไปเทียบ เอ๊ะ นี่อย่างเรามันก็สมัครได้นี่ คุณสมบัติไม่ขาดไม่เกิน
เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์ บอกภรรยาว่า แม่จ๋า พ่อจะลง ส.ว. แบบสรรหา
ภรรยาผมเป็นคนแรกที่รู้เรื่อง และเป็นคนเดียวในบรรดาคนที่ผมรู้จักที่ไม่ทำหน้าประหลาดใจ อาจเป็นเพราะหล่อนรู้ว่าผมมีทัศนะทางการเมืองหลบใน ไม่ค่อยคุยกับใคร นอกจากกับหล่อนซึ่งเป็นคนสนใจการเมืองยิ่งกว่าผมเสียอีก
จากนั้นเราก็ปรึกษากัน ว่าต้องถามใคร ต้องทำยังไง แล้วผมก็เริ่มโทรศัพท์บอกเพื่อน บอกเจ้านาย ซึ่งทุกคนก็จะอึ้งไปคนละสามวินาที แต่หลังจากนั้นก็จะเชียร์ว่า เออ เอาเลย กูเชียร์มึง เออ ดีดีดี
หลังจากนั้น ผมก็ทำตามขั้นตอน โดยผู้สมัคร ส.ว. ระบบสรรหานั้น สมัครด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องให้หน่วยงาน สมาคม หรือมูลนิธิอะไรสักแห่งที่ไม่แสวงหากำไร เป็นผู้ส่งให้ ผมก็ติดต่อไปที่สมาคมแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของผม และก็คุ้นเคยกับนายกสมาคมฯดี พี่นายกฯ แกก็ตกลงปลงใจอันดี ส่งเอกสารในนามสมาคมฯ ว่าผมเป็นผู้สมัครในนามของสมาคมฯดังกล่าว ทุกอย่างก็ราบรื่นแจ่มใสดี
ระหว่างนั้น ก็เริ่มมีข่าวจากทางสื่อมวลชนเรื่องเกี่ยวกับการสมัคร ส.ว. สรรหา แล้วก็จะมีชื่อผมติดเป็นข่าวเข้าไปด้วย ยิ่งใกล้วันปิดรับสมัคร ก็ยิ่งมีกระแสจากสื่อบอกออกมาว่า ผมเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะได้เป็น ส.ว.สรรหาที่มีได้ทั้งหมด 74 คน ผมก็เริ่มครึ้มอกครึ้มใจว่า เออ หนอ ชะรอยจะได้เข้าไปทำงานการเมืองจริงๆ หรือนี่
เมื่อถึงวันปิดรับสมัคร ส.ว.แบบสรรหา ภรรยาผมซึ่งขยันเปิดดูความเคลื่อนไหวทางเว็บไซต์ของ กกต. ก็วิ่งหน้าเลิ่กลั่กมาบอกผมว่า ทางสมาคมฯ ดังกล่าวที่เดิมส่งผมลงสมัครนั้น ได้ส่งพี่อีกคนหนึ่งมาลงสมัครซ้อนกับผม ซึ่งในกติกานั้นเขาให้สมาคมหนึ่งส่งได้คนเดียวเท่านั้น มิฉะนั้นอาจถูกยกเลิกทั้งคู่
ตายละวา จะมาตกม้าตายง่ายๆ แบบนี้จะดีหรือ ทางพี่นายกฯนั่น แกก็บ่ายเบี่ยงไปมาว่า พี่วางตัวลำบาก ทางนี้ก็ชอบพอกัน ทางนั้นก็เพื่อนเก่า ว่าแล้วก็เป็นลมสลบไป ติดต่อไม่ได้อีกเลย
เราก็ปรึกษากันผัวเมีย ปรึกษานักกฎหมายหลายคน ก็ได้คำตอบที่ไม่เคลียร์ว่า ถ้าสมาคมหนึ่งสมาคม ส่งตัวแทนสองคนนี่ กกต.เขาจะยกเลิกทั้งคู่ หรือเขาจะเลือกตามใครมาก่อนมาหลัง หรือเขาจะโยนหัวโยนก้อย
หลายคนให้ความเห็นว่า กกต. น่าจะเลือกใครมาก่อนมาหลัง เราก็เลยวางใจในระดับหนึ่ง แม้จะยังเสียวไส้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ ผมได้แต่บอกภรรยาว่า นี่ไงเธอเห็นไหม ฉันยังไม่ทันได้เข้าการเมืองเลย โดยการเมืองระดับแอ๊บแบ๊วจากพวกเดียวกันเล่นก่อนซะแล้ว
ในที่สุด มาทราบทีหลังว่า พี่นายกฯคนนั้นแกทำจดหมายไปถึง กกต.ให้ผมเป็นโมฆะ แล้วให้พี่คนนั้นลงสมัครแทน โดยไม่แจ้งผมให้รู้ตัวแม้แต่น้อย โดยให้ผมรู้เองจากเว็บไซต์ กกต. ซึ่งมีรูปผู้สมัคร และรายละเอียดของทุกคน
ไม่ต้องพูดถึงการไปหาสมาคมอื่น มูลนิธิอื่นมาส่งผมสมัครเข้าไปใหม่ เพราะเขาปิดรับสมัครไปนานแล้ว ยังเหลือแต่ ส.ว. ระบบเลือกตั้ง ที่ผมว่าบ้า ใครจะไปลง นั่นแหละ ยังเปิดรับสมัครอยู่
วันนั้นเป็นวันสุดท้ายของการรับสมัคร ส.ว.แบบเลือกตั้ง ภรรยาผมไปทำธุระนอกบ้านตอนเช้ากลับมาเช็กเว็บไซต์ กกต. ก็ตาเหลือก เวลานั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยง ที่เราได้พบว่า เหลือแต่เพียงชื่อของผมที่ยังอยู่ในรายชื่อ แต่รายละเอียดและรูปถ่ายผม ถูกลบหายไปแล้ว เป็นอันแน่ใจกันได้ว่า ผมโดนตีนที่มองไม่เห็นเขี่ยตกเวทีแล้วแน่นอน แปลกใจอยู่แต่ว่า ทำไมยังมีรายชื่อทิ้งไว้ให้มันแสบใจเล่น ซึ่งภายหลังก็กลับมาเป็นเรื่องย้อนมาให้ยุ่งอีกโดยนึกไม่ถึง
เราสองผัวเมียมองหน้ากันงงๆ ว่าจะเอายังไงกันดี อุตส่าห์แต่งตัว ใส่นวม สวมมงคล เสื้อคลุมอย่างดี แถมสื่อมวลชนยังให้เป็นตัวเก็งได้เหรียญใดเหรียญหนึ่งแน่นอน แต่ดันถูกพวกเดียวกันขัดขาหกล้ม หัวฟาดบันไดเวทีสลบเหมือดแพ้น็อกตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นเวที ขายหน้าประชาชี ลูกสาวผมคงล้อผมไปจนแกอายุยี่สิบ
ตัดสินใจ เป็นไงเป็นกัน เลือกตั้งก็เลือกตั้ง เพื่อแสดงเจตนารมณ์ที่ไม่หน่อมแน้ม และปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง แม้จะรู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่บ้าดีเดือด แต่ก็เป็นความบ้าที่มาจากเหตุผลอันควร ขนาดพี่สาวผมเอง ไม่เห็นด้วยกับการที่ผมจะต้องไปหาเรื่อง หาเหาใส่หัวในเรื่องการเมือง ก็ยังบอกว่า ไม่ได้ มาขนาดนี้แล้ว แกต้องสู้
เวลาเหลืออีกประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับการปิดรับสมัคร เราก็ปฏิบัติการเหมือนหนังฝรั่งเรื่อง 24 คือต้องใช้ทุกวินาที รวบรวมเอกสารใหม่ ซีร็อกซ์โน่นนี่ เอ้ารูปมีไม่พอ ต้องให้น้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปเอารูปที่ถ่ายไว้ที่ท่าพระจันทร์ ไปเจอกันที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ใบรับรองแพทย์ก็ไม่มี โทร.หาเพื่อนหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่ดูแลสุขภาพกันมาให้ช่วยเขียนใบรับรองให้ก่อน เอกสารรับรองว่าอยู่กรุงเทพฯ มานานไม่ต่ำกว่าห้าปี ก็ไม่มี เพราะบ้านจริงอยู่นนทบุรี ต้องคิดว่าจะไปเอาจากไหน จนที่สุดไปได้บัตรใบขับขี่ที่ยืนยันได้ ก็เกือบไม่ทัน
ทุกอย่างไปพร้อมที่บริเวณรับสมัครประมาณก่อนปิดรับสมัครแค่ไม่ถึงชั่วโมง แถมตอนกรอกใบสมัคร ไอ้น้องที่ไปเอารูปที่ท่าพระจันทร์ก็ยังไม่มา
ระหว่างนั้น ที่บริเวณรับสมัครก็มีคนมาเขียนใบสมัครต่อท้ายผมอีกประมาณหกคนแบบไล่เลี่ยกัน ถือเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนปิดรับสมัคร ซึ่งในที่สุดก็มีกันทั้งสิ้น 35 คน
รูปมาจากท่าพระจันทร์มาทันเวลา ผมจึงได้รับหมายเลขที่หมายตาไว้คือ 29
ผมบ้าไปแล้วครับ ผมลงสมัคร ส.ว.แบบเลือกตั้งในเมืองที่มีคนมีสิทธิออกเสียงเกือบห้าล้านคน แล้วเอาคนเดียว
เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามกันฉบับหน้านะครับ
|